Archive for Creativity

Tracking A Farang (2)

   วันอาทิตย์ที่แล้วไปทำ project spoken communicationมาใหม่ค่ะ เนื่องจากอันเก่าสัมภาษณ์มาน้อยเกินไป วันนั้นเลยเปลี่ยนสถานที่ค่ะ เริ่มจากวัดพระแก้ว ไปตั้งแต่เช้าตรู่ โอ้โหคนเยอะเชียว ไปคนแรก ยังไม่มีเพื่อนมาก็เดินเล่นค่ะ สวยเหลือเกิน คือ ไม่ค่อยตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่ เพราะไปบ่อยแล้ว แถวนั้นถิ่นค่ะอยู่ใกล้ๆโรงเรียนราชินีเลย  รอซักพักคุณวุดก็ตามมาค่ะ เราเลยเริ่มลงมือสัมภาษณ์ทันที กล้าๆ กลัวๆ กว่าจะกล้วจริงๆ ก็ปาเข้าไปนานโขเลยค่ะ แต่พอเอาเข้าจริงก็ไปได้สวยทีเดียว โฮะๆ เริ่มจากเกดค่ะ คนแรกเลย เดินเข้าไปขอสัมภาษณ์  ก็ว่ากันไป  จากนั้นก็เป็นวุด สัมภาษณ์ไปแค่สองคน ก็เหนื่อยแล้วค่ะ เนื่องมาจากอากาศอันร้อนอบอ้าว ร้อนจนเกดไหม้เลยอะ แสบมากๆ -*- เราเลยพักค่ะ ไปกินข้าวที่ร้านประจำของเด็กราชินี ชื่อว่า Coconut Palm อร่อยมากๆ อยู่ถนนมหาราช ตรงข้ามโรงเรียนตั้งตรงจิตรเลยค่ะ  ซักพักคุนป้อปคอร์นก็ตามมากินด้วยกัน หลังจากนั้น เราก็ไปสัมภาษณ์กันต่อค่ะ สถานที่ใหม่คือ วัดโพธิ์ ชาวต่างชาติเยอะเหมือนเดิมค่ะ target เพียบ หลังจากรวบรวมความกล้า พวกเราก็เริ่มเลยค่ะ ร้อนเหมือนเดิม แต่สนุกกว่าเดิม ทำด้วยความรีบเร่ง เนื่องจากต้องรีบกลับมาสอนพิเศษเด็กๆต่อ ช่างเป็นวันที่เหนื่อยจริงๆ :D

Comments (1) »

อยากไป Disney World

    Disney World สถานที่ในฝันของใครหลายๆคน เกดก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าจะเคยไปมาแล้ว แต่ก็อยากไปอีกอยู่ดี อาณาจักร Disney ยิ่งใหญ่มาก…กก เดิน 10 วันก็ยังไม่หมด จิงๆนะ ขอ confirm  คราวที่แล้วไปไม่ค่อยสนุกเลยอะ เป็นเพราะไปเที่ยวคนเดียวป่าวหว่า เหงาๆยังงัยก็ไม่รู้ ถ้ามีโอกาสไปใหม่นะต้องแก้ตัวๆ ด้วยการพาเพื่อนไปเยอะๆเลย สนุกดี รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งเลยแหละ คนไม่เคยไป ห้ามพลาด!

 

Comments (1) »

กล่องของขวัญสีทอง

   เมื่อวานพี่สาวส่งเรื่องๆหนึ่งมาให้อ่าน พออ่านจบแล้วซึ้งมากๆเลยค่ะ  เรื่องราวเป็นดังนี้ ลองอ่านดูนะคะ

   ชายคนหนึ่งลงโทษลูกสาววัย 5 ขวบของเขา เพราะนำเงินไปซื้อกระดาษห่อของขวัญสีทองม้วนหนึ่งซึ่งมีราคาแพง ในขณะที่การเงินที่บ้านฝืดเคือง และเค้าก็อารมณ์เสียอีกครั้งเมื่อลูกสาวของเขานำกระดาษสีทองราคาแพงนั้นมาห่อกล่องของขวัญเพียงเพื่อตกแต่งไว้ใต้ต้นคริสต์มาส 
    แต่กระนั้น…ลูกสาวตัวน้อยก็ได้มอบกล่องของขวัญนั้นให้พ่อของเธอในเช้าวันรุ่งขึ้นและพูดว่า ‘นี่สำหรับพ่อค่ะ’ 

    พ่อของเธอกระอักกระอ่วนกับอาการที่ได้แสดงออกไปก่อนหน้านี้ 

    แต่แล้วความโกรธก็ได้พุ่งพล่านขึ้นอีกครั้งเมื่อเขาพบว่ามันเป็นเพียงกล่องเปล่า เขาพูดด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดว่า 

‘ลูกไม่รู้จริงๆอย่างนั้นหรือว่าการจะให้ของขวัญใครมันจะต้องมีอะไรอยู่ในกล่องของขวัญด้วย?’ 

     เด็กน้อยมองไปที่พ่อของเธอด้วยน้ำตา และพูดว่า ‘ โอ…พ่อจ๋า มันไม่ใช่กล่องเปล่าเลย หนูเป่าจูบเข้าไปจนเต็ม ‘ ชายคนนั้นสะอึก ตัวชาด้วยความเสียใจ เขาทรุดตัวลงแล้วโอบกอดลูกสาวไว้แน่น เขาขอให้ลูกสาวยกโทษให้กับท่าทางโกรธเกรี้ยวเกินเหตุของเขา 
ต่อมาไม่นานอุบัติเหตุก็ได้คร่าชีวิตลูกสาวของชายคนนั้นไป 
  
   ว่ากันว่าเขาเก็บกล่องของขวัญสีทองล้ำค่านั้นไว้ข้างเตียงตลอดชีวิตของเขาเลยทีเดียว และเมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกท้อแท้ใจ หรือต้องเผชิญกับปัญหาที่ยากเย็นแสนเข็น เขาจะเปิดกล่องใบนี้ เพื่อหยิบจูบในจินตนาการขึ้นมาหนึ่งจูบแล้วรำลึกถึงความรักของลูกน้อย ที่ได้ใส่จูบนั้นไว้ให้เขา

   ชอบบทความนี้มากๆค่ะ อ่านแล้วคิดได้เลยว่า บางทีเราก็อารมณ์เสียใส่คนที่หวังดีกับเรา เพราะความลืมตัว ลืมคิด อ่านแล้วนึกถึงน้องชายตัวเองเลยค่ะ เกดเคยอารมณ์เสียใส่วอร์มเพราะว่าเค้ามาขอให้สอนวิทยาศาสตร์ หรือ คณิตศาสตร์  แอบเสียใจมากๆเลย หรือบางทีน้องเอานู่นเอานี้มาให้ดู มาให้กินก็ไม่สนใจแถมดุน้องอีก ต่อไปนี้เกดจะระวังตัวมากขึ้นแล้วค่ะ จะใส่ใจกับทุกๆคนที่หวังดีกับเกด และจะพยายามไม่ทำร้ายจิตใจของคนอื่นไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

Comments (1) »

การคิดนอกกรอบ

    เมื่อวานนี้เรียน creativity อีกแล้วค่ะ สนุกเหมือนเดิม หัวข้อที่เราพูดถึงกันคือ การคิดนอกกรอบ อาจารย์มีกิจกรรมสนุกสนานมาให้เล่นเหมือนเคย เราเริ่มจาก คำถาม 9 จุดค่ะ  ให้วาดเส้นตรง 4 เส้นเท่านั้น ให้ผ่านจุดทั้งหมด โดยไม่ยกเครื่องเขียน รูปเป็นแบบนี้ค่ะ

คำตอบมีตั้งหลายวิธีค่ะ เกดรู้แค่คำตอบเดียว เพราะว่าบังเอิญเคยเจอคำถามนี้มาก่อนแล้วค่ะ พออาจารญืเฉลยแล้วก็อึ่้งไเหมือนกัน

     กิจกรรมต่อมาเราฝึกคิดย้อนสมมติฐานค่ะ เช่น ภัตตาคารต้องมีอาหาร เปลี่ยนเป็น ภัตตาคารไม่มีอาหาร แล้วมันจะทำให้เราสามารถคิดไปได้อีกว่า ไม่มีอาหารแล้วทำอะไร หรือให้บริการอะไร จะคิดเงินลูกค่ายังไง กิจกรรมนี้อาจารย์มีหัวข้อมาให้หลายหัวข้อมากเลยค่ะ เกดและเพื่อนๆได้ฝึกคิดด้วย จากการโยนคำถามมาให้ของคุณฟาร์ม หัวข้อนั้นคือ บริการโทรศัพท์มือถือ ค่ะ ยังมีอีกหลายหัวข้อที่น่าคิดค่ะ เช่น ห้องสมุด ร้านขายเสื้อผ้า โรงหนัง สนุกดีค่ะ เพื่อนๆแสดงความเกรียนกันได้เรื่อยๆ จริงๆ อิอิ

    ก่อนพัก เราฝึกโยน Juggling ค่ะ ตอนนี้โยน 2 ลูกได้แล้ว ต้องฝึกโยนแบบ 3 ลูกกันต่อไป แบบว่าเก็บลูกจนปวดขา ปวดหลังกันเลยทีเดียว แต่ไม่เปนไร เพราะแปลว่าเรากำลังมีพัฒนาการค่ะ

   หลังพักได้ทำอีกกิจกรรมค่ะ สนุกมาก ชอบๆ คือมีคำบรรยายสถานการณ์มาให้ แล้วมีคำถาม ให้เราทายว่าทำไมเหตุการณ์ถึงเป็นแบบนี้ เพราะอะไร หรือว่าบุคคลในเรื่องทำแบบนี้ไปเพราะอะไร โดยจะมีเพื่อนคนเดียวในกลุ่มที่รู้คำตอบ แล้วให้คนอื่นๆ ถามคำถามแบบ yes/no question เท่านั้น สนุกมากๆค่ะ กลุ่มเราทำไปได้หลายเรื่องแล้ว แต่ยังไม่ครบเลยค่ะ อยากทำต่อ แต่หมดเวลาซะก่อน เลยได้เล่นต่อคราวหน้า กิจกรรมนี้ทำให้เราได้ฝึกคิดนอกกรอบกันเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว บางคำถามที่ถามไปดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ใช่ซะงั้น งงเลย 

   สรุปแล้วเมื่อวาน creativity ทำให้เกดได้ฝึกสมอง ฝึกคิด ออกกำลังกาย และได้ผ่อนคลายอารมณ์ไปมากมาย ต้องขอบคุณอาจารย์ธงชัยจริงๆ ค่ะ :D

Leave a comment »

My Biography

LookGade’s Biography

 

ตั้งแต่เริ่มจำความได้ ใครๆก็เรียกฉันว่า “ลูกเกด” ตอนนั้นฉันยังเด็กมากๆ อายุน่าจะประมาน 1 หรือ 2 ขวบ ฉันอาศัยอยู่ที่บ้านเก่าที่ท่าดินแดง บ้านของฉันเป็นตึกแถวสองห้อง อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่มาก ทั้งป่าป๊า แม่ (แม่ไม่อยากให้เรียกว่า “หม่าม้า” เพราะว่าแม่ไม่ชอบ มันไม่เพราะ เรียกว่าแม่ดูจะมีความหมายมากกว่า) อากง อาม่า และ อาโกวอีก 3 คน ตอนนั้นฉันยังไม่มีน้อง ฉันเป็นลูกคนแรกของครอบครัว เป็นหลานคนแรกของอากงอาม่า  จะว่าไปแล้วฉันเป็นเด็กคนเดียวในบ้าน เด็กที่ทุกๆคนตามใจ อยากได้อะไร อยากทานอะไร ก็มีคนไปหามาให้ และเพราะการตามใจแบบค่อนข้างไร้เหตุไร้ผลนี้เอง ที่ทำให้ฉันกลายเป็นคนที่ค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้ ฉันอยู่ที่ท่าดินแดงได้ไม่นานนัก พอพวกเรามีน้องคนที่สอง ชื่อ “น้องตาล” บ้านก็ชักจะเริ่มคับแคบจนเกินไป เราจึงย้ายบ้าน ย้ายมาอยู่บ้านหลังที่ฉันอยู่ในปัจจุบันนี้แถวบางแค บ้านหลังนี้มีชื่อว่า “บ้านชุมพร” ใครๆก็คิดว่า ป่าป๊าของฉันชื่อชุมพร แต่ไม่ใช่ค่ะ จริงๆแล้วเป็นเพราะป่าป๊าเคารพในกรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์มาก จึงได้นำชื่อของท่านมาตั้งเป็นชื่อบ้าน บ้านหลังนี้เป็นบ้านเดี่ยวสองชั้น ขนาดใหญ่กว่าเดิมมากเลย ฉันและน้องตาลอยู่ห้องเดียวกับป่าป๊า และ แม่ ฉันจำได้ว่าแม่จะให้เรานอนเร็วๆ ตั้งแต่สองทุ่ม พวกเราเด็กๆ จะต้องต่อรองขอดูการ์ตูนหลังข่าวทุกๆคืน ก่อนเข้านอนเสมอ เป็นอย่างนี้ทุกวันจนพวกเราเริ่มโตเลยทีเดียว

โรงเรียนแรกของฉันคือ “โรงเรียนอนุบาลเปี่ยมรัก” ฉันจำได้ว่า วันแรกที่ไปโรงเรียน ฉันก็ก่อเรื่องเลย ร้องไห้โยเย งอแง ไม่ยอมเข้าเรียน โอ๋กันอยู่นาน แต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งครูใหญ่ของโรงเรียน ชื่อว่า “ครูดาว” ซึ่งสวยมากต้องมาอุ้มและพาไปเล่น ฉันจึงหยุดร้องไห้ แม่จึงชอบแซวฉันเสมอว่าลูกเกดแพ้คนสวย ชีวิตของฉันตอนอนุบาลก็เหมือนเด็กทั่วๆ ไป ตื่นเช้าไปโรงเรียน เรียนๆเล่นๆ แล้วก็กลับบ้าน ตอนอนุบาลนี้เองที่ฉันค้นพบความสามารถอย่างหนึ่งของตัวเอง ก็คือ ฉันชอบคณิตศาสตร์มากๆและ มีความสามารถด้านนี้อย่างแปลกประหลาด ฉันบวกลบเลขได้อย่างรวดเร็วมาก คิดราคาค่าของเงินทอนอย่างเร็ว ตอนอนุบาลฉันเรียนเก่งและฉันมักสอบได้เป็นที่หนึ่งของชั้นอย่างสม่ำเสมอ ฉันเรียนที่โรงเรียนเปี่ยมรัก แค่ 3 ปี คือ เนอสเซอรี่ อนุบาล 1 และ 2 หลังจากนั้นฉันก็ย้ายมาอยู่ที่ “โรงเรียนราชินี”  โรงเรียนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความเรียบร้อย และเป็นอย่างนั้นจริงๆ คุณครูทุกคนเป็นผู้หญิง พูดจาอ่อนหวาน กิริยามารยาทเรียบร้อยจริงๆ ฉันอยู่โรงเรียนราชินี นานถึง 13 ปีเต็ม ตั้งแต่อนุบาล 3 จนจบ ม. 6 ชีวิตของฉันในโรงเรียนแห่งนี้ก็ไม่หวือหวา ฉันได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากโรงเรียนแห่งนี้ ได้รับประสบการณ์ ได้รับมิตรภาพ ฉันได้พบเพื่อนๆมากมาย แต่เพื่อนของฉันเป็นผู้หญิงทั้งหมด เพราะโรงเรียนราชินีเป็นโรงเรียนหญิงล้วน มีผู้ชายแค่ตอนประถมเท่านั้น และ ผู้ชายก็น้อยมากๆเสียด้วย จนฉันแทบไม่มีโอกาสได้อยู่ร่วมห้องกับเพื่อนผู้ชายเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ชีวิตในวัยเด็กของฉัน ฉันเป็นที่เด็กอบอุ่น ได้รับความรักอย่างเต็มที่จากที่บ้านและคุณครูสม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปลง ดีกรีความเอาแต่ใจของฉันไม่ลดลงเลย จนกระทั่งฉันมีน้องชายตอนฉันอายุ 9 ขวบแล้ว น้องชายของฉันชื่อ “น้องวอร์ม” (เห็นไหมหละ แค่ชื่อก็อบอุ่นแล้ว ชื่อนี้ฉันเป็นคนตั้งให้เองแหละ) อายุของเราห่างกันมากเลย ตอนนี้ที่ฉันได้รับการดูแลเอาใจใส่น้อยลง ใครๆ ก็พากันไปตามใจน้องเล็กกันหมด น้องเป็นผู้ชายซะด้วย โอ้โห ลูกชายหลานชายคนแรกใครๆก็รัก ใครๆก็หลง น้องวอร์มน่ารักมากๆ ตัวอ้วนกลม แถมมีแววฉลาดตั้งแต่ยังเด็ก ฉันไม่ได้อิจฉาน้องนะคะ รักน้องมากๆด้วยซ้ำ แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะต้องหมั่นไส้กันเป็นธรรมดา เนื่องจากฉันห่างจากน้องตาลแค่ปีกว่าๆ เท่านั้น เราสองคนจึงมักได้รับอะไรอย่างเท่าเทียม ไม่ค่อยมีปัญหานอกจากเรื่องทะเลาะกันเล็กๆน้อยๆ อยู่บ่อยๆ แต่กับน้องคนเล็กนี่ฉันต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวกันขนานใหญ่เลยทีเดียว พอมีน้องป่าป๊าก็จัดการสร้างห้องใหม่ให้ฉันกับน้องตาลอยู่ด้วยกันสองคน สบายมากค่ะ แต่ทะเลาะกันก่อนนอนทุกคืน ฉันเป็นคนกลัวผีมากถึงมากที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าวันไหนน้องตาลหลับก่อน (ซึ่งตาลก็ทำอยู่ทุกวัน) ฉันก็จะเริ่มแผนการก่อกวนป่าป๊า กับ  แม่ทันที โดยการเดินไปเคาะประตูห้องแล้วบอกว่า “เกดปวดหัว” “เกดปวดท้อง” “เกดฝันร้าย” “เกดนอนไม่หลับ” และอีกสารพัดเหตุผลที่พอจะคิดได้ ในที่สุดฉันก็ได้เข้าไปนอนกับป่าป๊าและแม่ ฉันเป็นแบบนี้อยู่นาน แต่ในที่สุดฉันก็ค่อยๆปรับตัวได้ เพราะความรำคาญของป่าป๊ากับแม่ และความเกรงใจที่เข้าไปกวนเวลานอนของท่านบ่อยๆนั่นเอง

ชีวิตช่วงประถม ฉันคุยเก่ง สนุกสนาน เข้ากับเพื่อนๆ ได้ดี ทำงานเรียบร้อย มีความรับผิดชอบ ฉันเป็นเด็กเรียนเก่ง แต่ก็ไม่ใช่คนโดดเด่นมากนัก ฉันมักได้รับเลือกให้ไปแข่งนู่นแข่งนี่อยู่เสมอ แพ้บ้างชนะบ้าง ทุกๆอย่างเป็นประสบการณ์ที่ดี ฉันมีโอกาสเริ่มเรียนอิเล็กโทน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่ฉันอยากเล่น ฉันจึงรบเร้าให้คุณแม่พาไปเรียนตั่งแต่ ป.3 ฉันสนุกสนานกับมันมาก มันช่วยให้ฉันผ่อนคลายและสนุกสนานไปกับเสียงดนตรี ฉันได้ฝึกทักษะหลายๆอย่าง ฝึกสมาธิเพราะต้องเล่นถึง 3 อย่าง พร้อมๆกัน คือมือซ้าย มือขวา และเท้า นอกจากนี้ ฉันยังต้องมีความรับผิดชอบ เพราะต้องแบ่งเวลาเรียนและเล่นดนตรี และต้องอดทนที่จะฝึกซ้อม ไม่ใช่ฉันหรอกค่ะที่เป็นคนจัดการเรื่องนี้ คุณแม่ต่างหากเป็นคนทำ แม่ของฉันเป็น Super Mum จัดการทุกอย่างของลูกทุกคนได้อย่างดีเยี่ยม

ชีวิตช่วงมัธยมต้น ฉันยังคงเป็นลูกเกดคนเดิม เริ่มเป็นวัยรุ่น ต้องมีการปรับตัวกันนิดหน่อยๆ กับฮอร์โมนที่มันเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากฉันไม่ค่อยเล่นกีฬา หรือ ออกไปกระโดดโลดเต้นมากนัก ฉันจึงเป็นคนตัวเล็ก เหมือนเด็กๆ เหตุนี้เอง เพื่อนๆจึงมักให้ความเอ็นดูและช่วยเหลืออยู่เสมอ โรงเรียนราชินีให้เลือกสายที่ชอบตั้งแต่อยู่ ม.3 แน่นอนว่าฉันต้องเลือกเรียนวิทย์-คณิต ตามแบบฉบับของเด็กเรียนดี ผู้มีความรักในคณิตศาสตร์ไม่เปลี่ยนแปลง ตอนนี้ฉันเริ่มขี้เกียจเรียนดนตรี เพราะว่างานที่โรงเรียนเริ่มเยอะ เรียนหนักขึ้น ทั้งๆ ที่ฉันเรียนจนเกือบจบแล้ว เหลืออีกแค่ Level เดียวเท่านั้น ฉันก็จะเป็นครูได้ แต่ฉันก็ไม่ได้พยายามทำมันให้สำเร็จ ถึงตอนนี้ฉันยังคงแอบเสียใจอยู่เล็กๆ กับการตัดสินใจที่ผิดพลาดไป เหตุการณ์ครั้งนี้มันทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่าถ้าคิดจะลงมือทำอะไร ควาและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำมันให้สำเร็จ โดยใช้ความพยายามและความอดทนของตัวเองอย่างถึงที่สุด ไม่ควรปล่อยให้ความท้อแท้และข้ออ้างเล็กๆน้อยๆ มาทำให้เราต้องเสียดายและผิดหวังทีหลัง

ในช่วง ม.ปลาย ฉันได้รับประสบการณ์ที่น่าจดจำมาก นั่นคือฉันได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการแลกเลี่ยนวัฒนธรรม และได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นิวซีแลนด์เกือบ 2 เดือน เป็นครั้งแรกที่ฉันต้องห่างจากป่าป๊าและแม่ ฉันได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลายและแตกต่างจากประเทศไทย ได้ฝึกตัวเองให้กล้าแสดงออกมากขึ้น กล้าตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้น ได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษ ได้พบเพื่อนใหม่ๆมากขึ้นและเป็นครั้งแรกที่ฉันมีเพื่อนเป็นผู้ชาย ฉันได้เรียนรู้ว่าเด็กผู้ชายกวนประสาทต่างจากผู้หญิงอย่างนี้นี่เอง ชีวิต ม.ปลาย ของฉันมีหลายอารมณ์เหลือเกิน ทั้งสุขทั้งสนุกสนานที่ได้อยู่ ได้เล่นกับเพื่อนๆ ได้ไปเรียนพิเศษด้วยกัน ติวหนังสือด้วยกัน กินข้าว ดูหนัง ฟังเพลงด้วยกัน ทั้งเหนื่อยแสนเหนื่อยที่ต้องอ่านหนังสือเพื่อเอนท์ให้ติด เพื่อทำให้ป่าป๊า แม่ อากง อาม่า และคนอื่นๆภูมิใจ และเพื่อสร้างความกดดันให้กับน้องๆ (อันนี้เกดไม่ได้ตั้งใจนะคะ แต่พอเอนท์ติด น้องตาลก็กดดันขึ้นมาซะอย่างนั้น) ซึ่งในที่สุดฉันก็ทำได้ และมันก็เป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในชีวิตที่เกดภาคภูมิใจเป็นที่สุดเพราะมันเกิดจากความพยายาม และ ความสามารถของเกดเองล้วนๆ บวกกับเงินค่าเรียนพิเศษของป่าป๊าอีกเล็กๆน้อยๆ นอกจากนี้ตอน ม.ปลาย ฉันยังได้เรียนรู้ถึงความผูกพันกับคุณครู กับเพื่อนๆ กับโรงเรียนอยู่ด้วยกันมาตั้ง 13 ปี พอจะเดินออกไปจากรั้วโรงเรียนก็อดใจหาย และ รู้สึกเศร้าใจอย่างอธิบายไม่ได้ ฉันรู้ว่าทุกๆคนก็ต้องเคยผ่านช่วงเวลายากๆแบบนี้มาทั้งนั้น ตอนนั้นฉันรู้สึกว่า ฉันเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่แล้วและกำลังจะก้าวไปสู่ช่วงเวลาที่สำคัญของชีวิต

ชีวิตในมหาวิทยาลัย ก้าวแรกของฉัน ในรั้วคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉันรู้สึกว่ามันดูยิ่งใหญ่และน่าอยู่มากทีเดียว ฉันได้พบเพื่อนใหม่ๆ มากมาย ได้รู้จักรุ่นพี่จากบ้านรับน้อง  จากค่ายวิษณุกรรมบุตร ฉันต้องปรับตัวให้ชินกับเพื่อนๆผู้ชายเสียแล้ว ช่วงแรกฉันยังงงๆกับชีวิตบ้าง ไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไร แต่ฉันก็ผ่านมันมาได้อย่างดีทีเดียว ชีวิตปีหนึ่งของฉันสนุกสนานมาก ทั้งเรื่องการเรียน และ เรื่องอื่นๆ ฉันไม่มีปัญหาเลย และคิดว่าคณะนี้แหละที่บ่งบอกความเป็นตัวฉัน

พอขึ้นปีสอง ฉันเลือกเรียนภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ก็เพราะความชอบในคณิตศาสตร์อีกนั่นเอง ช่วงนี้แหละที่ทำให้ฉันเริ่มสับสนกับชีวิตมากๆ ฉันรู้สึกว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ล้มเหลวและผิดพลาดครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต ฉันไม่ได้ชอบคอมพิวเตอร์เลยซักนิดเดียว ฉันไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลยด้วยซ้ำว่าไม่ชอบมันได้มากถึงขนาดนี้ ฉันรู้สึกว่าตัวเองหมดพลังที่จะเรียนอย่างสนุกสนานเหมือนตอนปีหนึ่ง รู้สึกว่าตัวเองเรียนไปเรื่อยๆ เพื่อให้จบเท่านั้น แต่ฉันก็ยังคงดื้อดึงและพยายามที่จะเรียนต่อไป ฉันก็ยังไม่เข้าใจและตอบคำถามของตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ว่าทำไมไม่ตัดสินใจย้ายภาค ฉันเคยคิดว่าตัวเองโชคร้าย โชคร้ายที่เรียนเก่งเลยต้องเลือกเรียนภาคที่คะแนนสูงๆและต้องทำอะไรขัดความรู้สึกของตัวเองขนาดนี้ แต่ถึงแม้ว่าฉันจะเรียนแบบไม่ค่อยมีใจ (ไม่ได้หมายความว่า ไม่ตั้งใจ นะคะ) แต่ผลการเรียนของฉันก็ไม่แย่มากนัก จะว่าไปแล้วก็ค่อนข้างดีแหละค่ะ มันทำให้ฉันพอมีกำลังใจที่จะเรียนต่อไปบ้าง พออยู่ปีสามและได้ฝึกงานที่บริษัททอมสันรอยเตอร์ เป็นบริษัททำซอฟต์แวร์เกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ตลาดเงินตลาดทุน ซึ่งแน่นอนงานของฉันคือเขียนโปรแกรม ทั้งโค้ดทั้งแก้บั๊ก ทำกันจนหน้ามืดตาลาย ฉันเริ่มตื่นอีกครั้ง และ รู้สึกตัวว่าฉันทำงานด้านนี้ไม่ไหวแล้ว ไม่ชอบจนถึงที่สุด ตอนนี้ฉันตัดสินใจแน่วแน่ที่จะเลือกเดินไปด้านอื่น แต่การทำงานที่บริษัทนี้ไม่ได้มีแต่เรื่องแย่ๆเท่านั้น ฉันโชคดีที่พี่ๆที่คอยดูแลฉันใจดี เป็นกันเองและคอยแนะนำช่วยเหลืออยู่เสมอ และก็เป็นโชคดีของฉันอีกเช่นกันที่ได้ฝึกงานที่นี่ เพราะ ฉันได้ไปอบรมเรื่องธุรกิจการเงินมาเล็กๆน้อย มันช่างน่าสนใจเหลือเกิน ฉันอยากทำงานเกี่ยวกับตัวเลข (ยังค่ะ ยังไม่เลิกบ้าเลข) อยากเรียนการเงิน ซึ่งตอนนี้ฉันกำลังพยายามหาหนังสือมาอ่าน ศึกษาด้วยตัวเองเพื่อสร้างพื้นฐานในการเรียนต่อในด้านที่คิดว่าเหมาะกับตัวเองอีกครั้ง ถึงแม้ฉันเองก็ไม่แน่ใจนักว่ามันจะใช่หรือป่าว แต่ก็คงจะลองเพื่อที่จะหาตัวเองให้เจอ

จากการที่ฉันตัดสินใจเลือกเรียนวิศวะคอม และมั่นใจหนักหนาว่าล้มเหลว เหตุการณ์นี้เป็นครูสอนฉันหลายๆเรื่องเลยแหละ เรื่องแรกฉันเรียนรู้ว่าโอกาสมีมาให้เราเสมอ ถึงแม้ว่าเราจะตัดสินใจผิดพลาดไปในบางครั้ง แต่เรายังมีโอกาสที่จะเลือกเดินในเส้นทางอื่นๆ ที่หลากหลายและแตกต่างจากเดิม เพียงแค่เรากล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลง และ พยายามอย่างที่สุด ฉันเชื่อว่าทุกคนๆมีความสามารถอยู่ในตนเอง เพียงแค่เราต้องหามันให้เจอและดึงมันออกมาใช้ อย่างที่สองฉันเรียนรู้ว่าในความโชคร้ายมักมีเรื่องดีๆ หรือ โอกาสดีๆเกิดขึ้นเสมอ และ สุดท้ายฉันได้เรียนรู้ว่าผู้ใหญ่ทุกๆคนให้โอกาส รับฟังและให้คำแนะนำดีๆแก่เด็กเสมอ ฉันได้พบผู้ใหญ่ใจดีหลายคนที่คอยให้คำแนะนำและกำลังใจ จนฉันพร้อมที่จะก้าวต่อไปในชีวิตข้างหน้า วันนี้ฉันบอกกับตัวเองว่า “เกดมั่นใจว่าสักวันเกดต้องค้นหาตัวเองเจอ เกดต้องสามารถทำตามความฝันที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจและเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จให้ได้”

จบแล้ว และ ขอบคุณค่ะ ที่อ่านจนถึงบรรทัดสุดท้าย

ชลธิดา งามนิธิพร

Comments (1) »

Role Model

Larry Page & Sergey Brin: ด้านการมองเห็นโอกาสและการสร้างธุรกิจ

 

Larry Page และ Sergey Brin เพื่อนคู่หูที่ต่างมั่นใจในความคิดของตนเองและเถียงกันบ่อยที่สุด นักศึกษาระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัย Stanford ผู้คลั่งไคล้ในคอมพิวเตอร์ต้งแต่เด็ก ที่ร่วมกันทำวิจัยในหัวข้อเกี่ยวกับคุณสมบัติทางคณิตศาสตร์ของ World Wide Web ซึ่งจากงานนี้ทั้งสองได้พบความสัมพันธ์ของโครงสร้าง Link และร่วมกันพัฒนา Page Rank Algorithm ซึ่งทำให้ทั้งคู่ทราบได้ทันทีว่า สิ่งที่พวกเขาค้นพบและพัฒนาขึ้นมา สามารถนำมาสร้าง Search Engine ที่มีประสิทธิภาพและทรงพลังที่สุด และจากไอเดียนี้นั่นเองที่กลายเป็นไอเดียซึ่งเปลี่ยนโลกอินเตอร์เน็ตทั้งใบ และเป็นจุดกำเนิดของยักษ์ใหญ่วงการซอฟต์แวร์อีกตน พวกเขาลงมือพัฒนา Google เวอร์ชั่นแรกทันที และไม่นานต่อมาอาณาจักร Google, Inc. ที่ยิ่งใหญ่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

เหตุผลที่ประทับใจ:

          ทั้งสองคนเป็นคนเก่ง เป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ ความมั่นใจในตนเอง และกล้าคิดกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง หลังจากที่ทั้งสองคนมองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจแล้ว ก็ลงมือทำทันที โดยไม่ปล่อยให้ความคิดของตนเป็นเพียงลมลอยไปลอยมาเท่านั้น  นับว่าบุคคลทั้งสองนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าในการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และทำให้ข้าพเจ้ากระตือรือร้นที่จะฝึกฝนตนเองในการหาโอกาสทางธุรกิจอยู่เสมอ ในทุกๆสถานการณ์

 

Detective Conan: ด้านการใช้ปฏิภาณไหวพริบ และ การแก้ปัญหา

         โคนัน หรือ เอโดงาวะ โคนันเป็นตัวการ์ตูนยอดนิยมของเด็กไทย โคนันเป็นยอดนักสืบตัวเล็กจิ๋ว (จริงๆแล้ว โคนัน คือ คุโด้ ชินอิจิ เด็กหนุ่มนักสืบที่ฉลาดปราดเปรื่อง แต่เกิดความผิดพลาดบางประการจากการโดนบังคับให้ทานยา ตัวเลยหดเหลือนิดเดียว แต่สมองยังคงมีอยู่เหลือเฟือ) นอกจากหน้าตาที่น่ารักน่าเอ็นดูแล้ว โคนันยังสามารถแก้ไขคลี่คลายคดีได้ทุกคดีไม่ว่าคดีนั้นจะยุ่งยากและซับซ้อนแค่ไหน โดยเขาใช้ความสามารถในการสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัว และค้นหาหลักฐานในสถานการณ์นั้นๆ  โคนันสามารถเชื่อมโยงความคิดหลักการและเหตุผล เพื่ออธิบายและพิสูจน์สิ่งที่เขาตั้งสมมติฐานขึ้นมาได้อย่างถูกต้อง   

เหตุผลที่ประทับใจ:

            ความช่างสังเกต เป็นคุณสมบัติที่สำคัญในการเรียน การทำงานและการกระทำทุกอย่างในชีวิตประจำวัน โคนันเป็นตัวอย่างที่ดีมากในการนำความช่างสังเกตมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับทั้งตัวเองและคนรอบข้าง นอกจากนี้การใช้ปฏิภาณไหวพริบ และการใช้เหตุใช้ผลยังเป็นตัวอย่างให้กับข้าพเจ้าในการมองปัญหาและตัดสินปัญหาโดยไม่ใช้อารมณ์  โคนันยังเป็นคนอารมณ์ดี ชอบแหย่ ชอบเล่น ไม่เครียดมากจนเกินไป แต่ก็ไม่เป็นคนเหยาะแหยะ และที่สำคัญเป็นเด็กที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ พูดจาสุภาพ ไม่โอ้อวด  

 

คุณแม่สิริ กรินชัย: ด้านการปฏิบัติตนให้เหมาะสมและการพุทธศาสนิกชนที่ดี

 คุณแม่สิริ กรินชัย เป็นผู้นำทางธรรม เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตนให้ใครหลายๆคน นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้คิดหลักสูตรการปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย จริงๆแล้วท่านเป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ที่เป็นแม่บ้านเลี้ยงดูลูกๆและประกอบอาชีพเป็นช่างทำผม แต่หลังจากที่ท่านมีโอกาสได้เรียนรู้พระพุทธธรรมและได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมแล้ว ท่านเกิดความเลื่อมใส จึงได้ผันตัวเองมาเป็นผู้สอนการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง ทั้งการนั่งสมาธิและเดินจงกรม โดยในช่วงแรก ท่านได้ใช้บ้านของตนเองให้ผู้สนใจใช้เป็นสถานที่ในการปฏิบัติธรรม ไม่นานก็มีผู้สนใจเป็นจำนวนมากและมีสถานที่ปฏิบัติธรรมหลายแห่งนำหลักสูตรของท่านไปใช้ นับได้ว่าท่านเป็นผู้เปิดดวงตาด้านธรรมะให้ผู้คนเป็นจำนวนมากทีเดียว

เหตุผลที่ประทับใจ:

ข้าพเจ้าเป็นหนึ่งในผู้ที่มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมโดยใช้หลักสูตรของท่าน สิ่งที่ได้รับกลับมาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบุคลิกและนิสัยในทางที่ดีขึ้นมาก คุณแม่สิริเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี เป็นแบบอย่างของผู้หญิงไทยที่ดี คุณแม่สอนคนให้เป็นคนดี  คุณแม่เป็นเสมือนคุณครูด้านธรรมะของข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าต้องการที่จะเป็นพุทธศาสนิกชนอย่างแท้จริงไม่เพียงเป็นแค่ในนาม นอกจากนี้ยังเป็นแรงบันดาลให้ข้าพเจ้าฝึกพัฒนาจิตของตนเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

Leave a comment »

เด็กสมัยนี้ เฮ้ออ

  วันนี้ไปอ่านหนังสือที่ DABT หรือ DoubleA Book Tower มาค่ะ ตึกนี้ขายหนังสือทั้งตึกเลยมีหนังสือมากมายหลายหลาก อยู่บนถนนสาทรค่ะ เลยถนนปั้นไปหน่อยนึง เนื่องจากต้องไปรับน้องวอร์มกลับบ้าน  เลยต้องไปสิงสถิตย์อยู่แถวนั้น ที่นั่นจะมีโซฟาสีแดงขนาดใหญ่มากๆตั้งอยู่และมีโต๊ะขนาดพอเหมาะสำหรับนั่งอ่านหนังสือได้ ชั้นนั้นเป็นชั้นสำหรับเด็กๆค่ะ แต่เราก็ไปนั่งอ่านกันได้ เพราะ เวลานั้นน้องๆเด็กๆยังไม่เลิกเรียนกันเลย ไม่มีคน บรรยากาศเงียบพอประมาณเหมาะกับการนั่งทำ Formal เกดก็นั่งทำโจทย์ไปเรื่อยๆ กับวุด ทำๆไปประมาณชั่วโมงนึง ก็นึกขึ้นได้ว่า ต้องไปหาซื้อหนังสือให้น้อง ก็ไปคว้ามาได้ 3 เล่ม กลับมานั่งทำโจทย์ต่อ…

    นั่งไปซักพัก มีเด็ก(จริงๆ โตประมาณ ม.ต้นแล้วแหละ)กลุ่มนึงประมาณ 4 คน เดินตรงรี่เข้ามาที่โซฟา  พร้อมกับหนังสือในมือคนละหลายเล่ม เมื่อเดินมาได้ระยะพอประมาณ เด็กเหล่านั้นก็กระโดดขึ้นมาบนโซฟา นอนอ่านหนังสืออย่างสบายทันที โดยไม่สนใจว่ามันจะมีคนอื่นที่กำลังเครียดและมีสมาธิกะ formal อยู่ แอบเซง -*- ไปแป๊ปนึง อะอะ ไม่เปนรัยอ่านต่อๆ ระหว่างอ่านเกดก้อแอบสังเกตหนังสือในมือเด็กพวกนั้น (ไหนๆก็มาทำให้เสียสมาธิแล้วนี่ เอาซะหน่อย) ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าเด็กสมัยนี้อ่านอะไรกันว้า ได้ความว่า อ่านหนังสือแนวรักๆ มีรูปผู้หญิง ผู้ชาย กำลังกอดกันประมาณนั้นเป็นปก แบบยกกันมาทั้ง Series เกดคิดว่าหนังสือแบบนี้ไร้สาระค่ะ อ่านแล้วเพ้อฝันปนๆกะเพ้อเจ้อ ไม่ใช่หนังสือแบบรักโรแมนติกของ Nicolas Sparks ที่ดูจะมีสาระกว่าเยอะ แอบคิดว่า เด็กผู้หญิงสมัยนี้อ่านแต่หนังสือแบบนี้ (ไม่อ่านอะไรดีๆ แบบ Secret Magazine ทีี่อาจารย์ธงชัยแนะนำ) เด็กผู้ชายก็มัวแต่เล่นเกมส์แล้วไปเลียนแบบ อนาคตประเทศไทยจะอยู่ที่ไหนละ เวรกรรม!

  ซักพักค่ะ มีผู้ปกครองเดินมาตาม ไม่ทราบเหมือนกันว่า คุยอะไรกัน สรุปได้ความประมาณว่าจะกลับบ้าน ก็ไม่ได้คิดอะไรค่ะ กลับก็กลับไม่เกี่ยวกับเราอยู่แล้ว แต่ไอ้เด็กพวกนี้ ก็ทำให้เกดอารมณ์เสีย (ไม่เชิงค่ะ เอาเป็นว่า ทำให้เกดสงสารประเทศไทย) อีกครั้งจนได้ มันเล่นลุกกันไป โดยไม่เก็บหนังสือเข้าที่ให้เรียบร้อย เฮ้ยย ! นี่มันร้านขายหนังสือนะคะ ไม่ใช่ห้องสมุดห้องสมุดอ่านแล้วยังต้องเก็บให้ถูกที่เลย  เค้าอนุญาตให้อ่านได้ฟรี แถมมีที่ให้อ่านแล้วก็เก็บกันหน่อยสิค้าา แล้วนี่มันอะไรกัน มากัน 4 คน นั่งอ่านแป๊ปเดียว ขนขึ้นมาตั้งเป็น 10 แล้วเอามากองๆไว้บนโต๊ะ เดือดร้อนคนขายอีกต้องมาเก็บให้ เก็บใกล้ๆซะที่ไหน ก็หนังสือที่ she แบกกันขึ้นมามันอยู่ชั้น 2 นี่นา แต่เอามาอ่านตั้งชั้น 5 ทำตัวไม่ได้เรื่องเลย เกดก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า แล้วคุณผู้ปกครองที่มาด้วย เค้าไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือไง ทำไมไม่บอกเด็กๆให้เก็บหนังสือหละ ทำไมไม่สอนดีๆให้เค้าเข้าใจว่าควรทำยังไง บอกตรงๆว่าตอนนั้นเกดมองเด็กพวกนั้นด้วยสายตาตำหนิและดูถูก ( ไม่ใช่เพราะ แต่งตัวไม่ดี หรือ มาอ่านหนังสือฟรีนะคะ แต่เป็นเพราะไม่มีมารยาท ไม่รู้จักกาลเทศะ) ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าจะรู้ตัวรึป่าว แต่เกดไม่เห็นด้วยกับการกระทำแบบนี้แน่นอน ทำตัวเป็นภาระสังคมแย่จริงๆ ถ้าไม่มีผู้ปกครองมาด้วย เกดคงเข้าไปบอกให้เก็บแล้วแหละ แต่นี่เกรงใจผู้ใหญ่ค่ะ เลยได้แต่มอง เฮ้อออ

   เรามารณรงค์สร้างอนาคตของชาติที่ดีๆกันเถอะ

Leave a comment »

กลยุทธ์การตั้งคำถาม

    คาบเรียน Creativity and Innovative Thinking ที่ผ่านมา เราเรียนรู้และฝึกการตั้งคำถามกันค่ะ สนุกจริงๆ เรื่องแรกก็คือ Why Why วาย วาย หาเหตุผลของสิ่งต่างๆไปเรื่อยๆ หลายๆชั้นค่ะ เราจะได้เหตุผลที่แท้จริงของมัน เราได้ทำกิจกรรมกลุ่มด้วย หัวข้อที่พวกเราทำคือ ทำไมต้องมี AI ?? ทำไมทีวีต้องมีหลายช่อง ?? ทำไม ทำไม ทำไม และ ทำไม???? พวกเราต้องคิดหาเหตุผลของมันลึก 5 ชั้น  จากนั้นอาจารย์ก็ให้ออกไปพูดหน้าชั้นค่ะ เพื่อนๆแสดงความเกรียนได้ใจจริงๆ ตลกจริง ขำกันสนุกสนาน เรื่องที่สองค่ะ What If…. จะเกิดอะไรขึ้นถ้า อันนี้ก็สนุก คิดกันคนละ 10 อัน เลือกอันที่สุด ชอบจริงๆเลย แสดงความคิดสร้างสรรค์กันสุดฤทธิ์ เกดชอบของพี่โอ๊ตค่ะ มันมาเป็น Series จำได้คร่าวๆประมาณนี้ค่ะ จะเกิดอะไรขึ้นถ้า..รักแท้ดูแลไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…เธอรู้ใจฉัน จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…ฉันรู้ใจเธอ ชอบมากมายจริงๆ มีอีกหลายอันที่ชอบค่ะ ล้อเลียนเพื่อนๆกันเองนี่แหละ สุดท้ายค่ะ คิดแบบตรงข้าม เช่น ทำยังไงบริษัทถึงจะเจ๊ง ภายใน 10 ปี แปลกมั้ยคะ แปลกแต่เค้าว่ากันว่าได้ผลค่ะ ต้องลองดู

   อาทิตย์หน้าจะได้เล่น Jaggling แล้ว ดีใจจังเลย เย่! อยากเล่นเป็นค่ะ เอาซัก 5 ลูก กะว่าจะโชว์เทพกันเลยทีเดียว ฮ่าๆ :D

Comments (1) »

โรงเรียนเอกชน***โรงเรียนรัฐบาล

      เมื่อวานป่าป๊า หม่าม้า และ น้องวอร์ม ได้รับเชิญไปงานเลี้ยงค่ะ งานนี้ไม่ใช่งานเลี้ยงธรรมดา แต่เป็นงานเลี้ยงที่โรงเรียนของวอร์ม ซึ่งคือ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนจัดขึ้น ที่น่าสนใจคือ งานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อฉลองให้กับมันสมองและความฉลาดของเด็กไทย ในการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกมา (โอลิมปิกวิชาการนะคะ ไม่ใช่ที่จีน :P ) ที่สำคัญเด็กที่ว่าเป็นเด็กโรงเรียนนี้ตั้ง 2 คนซะด้วย ถึงตอนนี้คงจะงงกันว่าแล้วน้องวอร์มไปเกี่ยวอะไร เหรียญก็ไม่ได้ หล่อรึก็เปล่า :P   ตอนแรกเกดก็งงค่ะ แต่มันมีเหตุผล…..

    เหตุผลที่ว่า คือ ตอนนี้น้องเกดอยู่ ป.6 ค่ะ ฉลาดซะด้วย เรียนเก่งเว่อร์ๆ ทำงานก็เก่ง คอมก็เก่ง (เก่งกว่าพี่สาวมัน ซึ่งเรียนวิดวะคอมซะอีก!!)  เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แบบว่าจะเรียนต่อโรงเรียนนี้? จะสอบที่ไหน? จะไปที่อื่นรึเปล่า?…???  เด็กเก่งๆใครก็อยากเก็บไว้ อ่าดังนั้น โรงเรียนจึงต้องงัดกลเม็ดเด็ดพรายทั้งหลายแหล่ออกมา จะหลอกเด็กมันก็ไม่ได้เพราะโตๆกันแล้ว พูดโน้มน้าวจนปากเปียก เด็กก็อยากไปสอบลองฝีมืออยู่ดี โทรหาผู้ปกครองก็ทำมาแล้วโน้มน้าวกันเข้าไป ก็ไม่ได้ผล เด็กบางคนก็อยากไปโรงเรียนรัฐบาลเพราะค่าเทอมแพงเหลือเกิน 

     โอ้โห..พองานเข้า โรงเรียนก็ได้ทีใช้งานนี้ให้เกิดประโยชน์ทันที เชิญค่ะเชิญกันทั้งครอบครัว เชิญเฉพาะเด็กเก่งอีกตะหาก (โลกมันช่างไม่ยุติธรรม) ในงานก็ไม่มีอะไรมากค่ะ (จากการถามไถ่มา) ก็ทานข้าว สัมภาษณ์เด็กอัจฉริยะทั้ง 2 คน และ สิ่งที่หนีไม่พ้น พูดชวนเชื่อค่ะ โราเรียนของเราดีด้านนู้น เก่งด้านนี่้ เป็นเลิศด้านนั้น และนู่นนี่นั่นอีกมากมาย ว่ากันไปค่ะ แต่ที่ไม่น่าเชื่อ คือ มีคำพูดเหล่านี้หลุดออกมาจากคุณครูได้ “ติวให้ขนาดนี้ คนที่ออกไป ถือว่าอกตัญญู” “ขอบคุณทั้ง 2 คนนะคะ ที่มีสปริตอยู่ที่โรงเรียนจนจบ” เกดว่ามันแรงไปค่ะ

   โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า เด็กมีสิทธิและมีโอกาสที่จะเลือกเรียนที่ไหนก็ได้ตามความสามารถ และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่โรงเรียนเอกชนบางโรงเรียนชอกกักตัวเด็กด้วยวิธีการต่างๆ (เคยเจอกับตัวเองเหมือนกัน ต้องไปมอบตัววันที่ชาวบ้านเค้าไปสอบกัน) เกดว่าโรงเรียนเอกชนส่วนมากเห็นแก่ตัวเกินไป เห็นแก่ชื่อเสียงและเงินโดยไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของเด็กเท่าที่ควร แต่ถ้าคิดในอีกมุมก็อย่างว่าแหละค่ะ เด็กของเค้าสร้างกันมา ปั้นกันมาตั้งแต่ประถม จะมาดึงกันไปเฉยๆ ก็เหมือนโดนขโมยค่ะ ฉกกันไปซะดื้อๆ ไอ้พวกที่เหลืออยู่ก็ไม่ค่อยมีแบบฉลาดเป็นเลิศเท่าไหร่ น่าเห็นใจประมาณนึงเลยแหละ สรุปแล้วแต่ละฝ่ายก็มีเหตุผลค่ะ ส่วนน้องวอร์มจะลงเอยอยู่ที่โรงเรียนไหนต้องคอยดูต่อไปค่ะ

Comments (1) »

เด็กเช็ดกระจก สี่แยก ไฟแดง และ เจ้าของรถ

    จากคำ 4 คำ ตรงหัวข้อ ก็คงจะพอเดากันได้ ว่าวันนี้คันไม้คันมืออยากเขียนเรื่องอะไร “เด็กเช็ดกระจกรถ ตามสี่แยกไฟแดง” นั่นเอง พึ่งประสบพบเห็นมากับตาเลยเรื่องนี้

   เหตุเกิดเมื่อวานนี้ ตอนบ่ายๆ นั่งรถที่คุณน้องสาวขับกำลังจะเดินทางกลับบ้าน เลิกใช้บริการรถสาธารณะชั่วคราวค่ะ เนื่องจากพี่น้อง 3 คน (เกด ตาล และ วอร์ม) ออกจากบ้านพร้อมกัน จอดรถไว้จุฬาฯ เวลากลับกลับด้วยกัน แวะรับน้องที่กรุงเทพคริสเตียน ดูจะคุ้มค่ากว่าการนั่งแท็กซี่เป็นไหนๆ ส่วนรถเมล์เมืองไทยไม่ต้องพูดถึงค่ะ เลิกใช้บริการไปนานมากๆแล้ว

————————————————————————————-

ขอพูดถึงรถเมล์ซักนิดว่า ทำไมต้องทำให้นึกถึงขั้นตอนการรับสมัครพนักงานขับรถเข้ามาทำงาน ว่าเค้าได้มีการสอบประวัติคนขับกับบ้างรึป่าว? เช่น
- มีประวัติการเมาแล้วขับหรือไม่
- เคยขับรถสาธารณะชนมาแล้วกี่ครั้ง ขับแล้วชนหรือไม่
- แล้วทุกครั้งหนีเอาตัวรอดได้ตลอดหรือไม่
- เป็นเครือญาติกับฮานนิบาล เลคเตอร์ หรือเปล่า
- รู้จักตำแหน่งของเบรคหรือไม่
จากประสบการณ์ของคนอื่นที่เคยเจอ ทราบมาว่า ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์เขียว รถเมล์ฟ้า แดง หรือรถแอร์ ถ้าคนขับมันมีใจรักทางการซิ่งแล้วล่ะก้อ มันก็สามารถเอามาซิ่งได้หมดอย่างไร้ขีดจำกัด เฮ้อ..อ

 ————————————————————————————-เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ แวะไปเรื่องรถเมล์นานไปหน่อย…

       ระหว่างทางขากลับตอนจอดติดไฟแดง ตรงแยกโรงแรมดุสิตธานี ก่อนเลี้ยวเข้าสีลม (ชื่อแยก จำไม่ได้)  เห็นเด็กเช็ดกระจก (ที่จริงคืออดีตเด็กเพราะเค้าโตเป็นวัวแล้ว) ที่คอยซุ่มอยู่ตามไฟแดง พอรถจอดสนิทก็เดินซึม ๆ ตาปรือโผล่ออกมาจากไหนก็ไม่รู้ พี่แกคงมีระบบเซนเซอร์ตรวจจับสัญญาณไฟแดงฝังไว้ที่ก้านสมอง พอไฟแดงเมื่อไหร่ เครื่องนั้นก็จะส่งคลื่นไปควบคุมสมองในส่วนการเคลื่อนไหว ถูกสั่งให้ก็รีบคว้าถังน้ำละลายแฟ้บพร้อมกับอุปกรณ์เช็ดรถ เดินมาเช็ดกระจกรถที่จอดติดไฟแดงอยู่ทันที

จากการสังเกต พบว่า…

โดยมากก็มักจะเริ่มจากกระจกด้านหน้าฝั่งคนขับก่อน ไม่ว่าคนขับรถจะโบกมือห้าม หรือเปล่งพลังยุทธแปลงกลายเป็นลิงกัง พี่แกก็ไม่หยุดแต่อย่างใด (เข้าใจว่าถูกระบบควบคุมสมองอยู่) และก็จะเช็ดถูไถไปจนกว่าคนขับจะเปิดกระจก แล้วหย่อนเงินให้เสียแต่โดยดี ซึ่งถ้าไม่รีบให้ตังค์ไป มันก็จะย้ายไปเช็ดกระจกตรงฝั่งคนนั่งต่อไป แบบว่าถ้าใครไม่รีบให้ตังค์ตู ตูก็จะเช็ดให้เลอะไปทั้งคันเลยหละ ฮ่า ฮ่า

 ซักพัก เอาแล้วไงๆ มันมาแล้วๆ เดินตรงปรี่เข้ามาที่รถเลยทีเดียว ทำงัยดีว้า (ไฟแดงก็นานซะ เฮ้ออ) กำลังนั่งคิดเงียบๆคนเดียวอยู่ แอบอยากรู้เหมือนกันว่าคุณน้องสาวตัวแสบ (คนนี้ แสบจริงๆ) จะทำยังไง  มันมาถึงแล้ว อะฮ้า ไม่รอช้า คว้าถังน้ำพร้อมที่เช็ดกระจก เตรียมดำเนินการทันที่ ขณะที่มันกำลังจะเอาที่เช็ดทาบลงบนกระจกรถของเรานั่นเอง และแล้วเหตุการณ์ที่หวังว่าจะได้เห็นก็เกิดขึ้น คุณน้องสาวของเราเปิดน้ำไล่ทันที พร้อมเปิดที่ปัดน้ำฝน level เร็วสุด แบบว่าถ้าไม่เอามือออกมือแบนติดกระจกแน่ๆ แค่นั้นยังไม่พอแม่นางยังบีบแตรดังลั่นสนั่นถนน เอาหละสิ พี่แกตกใจเดินหนีแทบไม่ทัน แถมต้องแอบสงสัยแน่ๆว่ามันจะหวงรถอะไรขนาดนั้น(วะ)  ฮ่า ฮ่า  ตอนนั้นทั้งสนุกทั้งสะใจ แบบว่า แม่นางตาลคิดได้ไงเนี่ย แน่มากๆ

เอาเป็นว่าเรื่องนี้เขียนไว้สำหรับคนอื่นๆ ค่ะ ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ ก็ลองเองวิธีนี้ไปใช้ดูได้นะคะ เห็นผลจริงๆ แต่คงไม่ต้องบีบแตรดังมากนะคะ เดี๋ยวคนอื่นจะรำคาญเอา  ^.^

เรื่องนี้ให้เครดิต คุณตาล สำหรับความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาได้เร็วจริงแท้

Comments (3) »