Archive for July, 2008

โรงเรียนเอกชน***โรงเรียนรัฐบาล

      เมื่อวานป่าป๊า หม่าม้า และ น้องวอร์ม ได้รับเชิญไปงานเลี้ยงค่ะ งานนี้ไม่ใช่งานเลี้ยงธรรมดา แต่เป็นงานเลี้ยงที่โรงเรียนของวอร์ม ซึ่งคือ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนจัดขึ้น ที่น่าสนใจคือ งานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อฉลองให้กับมันสมองและความฉลาดของเด็กไทย ในการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกมา (โอลิมปิกวิชาการนะคะ ไม่ใช่ที่จีน :P ) ที่สำคัญเด็กที่ว่าเป็นเด็กโรงเรียนนี้ตั้ง 2 คนซะด้วย ถึงตอนนี้คงจะงงกันว่าแล้วน้องวอร์มไปเกี่ยวอะไร เหรียญก็ไม่ได้ หล่อรึก็เปล่า :P   ตอนแรกเกดก็งงค่ะ แต่มันมีเหตุผล…..

    เหตุผลที่ว่า คือ ตอนนี้น้องเกดอยู่ ป.6 ค่ะ ฉลาดซะด้วย เรียนเก่งเว่อร์ๆ ทำงานก็เก่ง คอมก็เก่ง (เก่งกว่าพี่สาวมัน ซึ่งเรียนวิดวะคอมซะอีก!!)  เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แบบว่าจะเรียนต่อโรงเรียนนี้? จะสอบที่ไหน? จะไปที่อื่นรึเปล่า?…???  เด็กเก่งๆใครก็อยากเก็บไว้ อ่าดังนั้น โรงเรียนจึงต้องงัดกลเม็ดเด็ดพรายทั้งหลายแหล่ออกมา จะหลอกเด็กมันก็ไม่ได้เพราะโตๆกันแล้ว พูดโน้มน้าวจนปากเปียก เด็กก็อยากไปสอบลองฝีมืออยู่ดี โทรหาผู้ปกครองก็ทำมาแล้วโน้มน้าวกันเข้าไป ก็ไม่ได้ผล เด็กบางคนก็อยากไปโรงเรียนรัฐบาลเพราะค่าเทอมแพงเหลือเกิน 

     โอ้โห..พองานเข้า โรงเรียนก็ได้ทีใช้งานนี้ให้เกิดประโยชน์ทันที เชิญค่ะเชิญกันทั้งครอบครัว เชิญเฉพาะเด็กเก่งอีกตะหาก (โลกมันช่างไม่ยุติธรรม) ในงานก็ไม่มีอะไรมากค่ะ (จากการถามไถ่มา) ก็ทานข้าว สัมภาษณ์เด็กอัจฉริยะทั้ง 2 คน และ สิ่งที่หนีไม่พ้น พูดชวนเชื่อค่ะ โราเรียนของเราดีด้านนู้น เก่งด้านนี่้ เป็นเลิศด้านนั้น และนู่นนี่นั่นอีกมากมาย ว่ากันไปค่ะ แต่ที่ไม่น่าเชื่อ คือ มีคำพูดเหล่านี้หลุดออกมาจากคุณครูได้ “ติวให้ขนาดนี้ คนที่ออกไป ถือว่าอกตัญญู” “ขอบคุณทั้ง 2 คนนะคะ ที่มีสปริตอยู่ที่โรงเรียนจนจบ” เกดว่ามันแรงไปค่ะ

   โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า เด็กมีสิทธิและมีโอกาสที่จะเลือกเรียนที่ไหนก็ได้ตามความสามารถ และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่โรงเรียนเอกชนบางโรงเรียนชอกกักตัวเด็กด้วยวิธีการต่างๆ (เคยเจอกับตัวเองเหมือนกัน ต้องไปมอบตัววันที่ชาวบ้านเค้าไปสอบกัน) เกดว่าโรงเรียนเอกชนส่วนมากเห็นแก่ตัวเกินไป เห็นแก่ชื่อเสียงและเงินโดยไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของเด็กเท่าที่ควร แต่ถ้าคิดในอีกมุมก็อย่างว่าแหละค่ะ เด็กของเค้าสร้างกันมา ปั้นกันมาตั้งแต่ประถม จะมาดึงกันไปเฉยๆ ก็เหมือนโดนขโมยค่ะ ฉกกันไปซะดื้อๆ ไอ้พวกที่เหลืออยู่ก็ไม่ค่อยมีแบบฉลาดเป็นเลิศเท่าไหร่ น่าเห็นใจประมาณนึงเลยแหละ สรุปแล้วแต่ละฝ่ายก็มีเหตุผลค่ะ ส่วนน้องวอร์มจะลงเอยอยู่ที่โรงเรียนไหนต้องคอยดูต่อไปค่ะ

Comments (1) »

เด็กเช็ดกระจก สี่แยก ไฟแดง และ เจ้าของรถ

    จากคำ 4 คำ ตรงหัวข้อ ก็คงจะพอเดากันได้ ว่าวันนี้คันไม้คันมืออยากเขียนเรื่องอะไร “เด็กเช็ดกระจกรถ ตามสี่แยกไฟแดง” นั่นเอง พึ่งประสบพบเห็นมากับตาเลยเรื่องนี้

   เหตุเกิดเมื่อวานนี้ ตอนบ่ายๆ นั่งรถที่คุณน้องสาวขับกำลังจะเดินทางกลับบ้าน เลิกใช้บริการรถสาธารณะชั่วคราวค่ะ เนื่องจากพี่น้อง 3 คน (เกด ตาล และ วอร์ม) ออกจากบ้านพร้อมกัน จอดรถไว้จุฬาฯ เวลากลับกลับด้วยกัน แวะรับน้องที่กรุงเทพคริสเตียน ดูจะคุ้มค่ากว่าการนั่งแท็กซี่เป็นไหนๆ ส่วนรถเมล์เมืองไทยไม่ต้องพูดถึงค่ะ เลิกใช้บริการไปนานมากๆแล้ว

————————————————————————————-

ขอพูดถึงรถเมล์ซักนิดว่า ทำไมต้องทำให้นึกถึงขั้นตอนการรับสมัครพนักงานขับรถเข้ามาทำงาน ว่าเค้าได้มีการสอบประวัติคนขับกับบ้างรึป่าว? เช่น
- มีประวัติการเมาแล้วขับหรือไม่
- เคยขับรถสาธารณะชนมาแล้วกี่ครั้ง ขับแล้วชนหรือไม่
- แล้วทุกครั้งหนีเอาตัวรอดได้ตลอดหรือไม่
- เป็นเครือญาติกับฮานนิบาล เลคเตอร์ หรือเปล่า
- รู้จักตำแหน่งของเบรคหรือไม่
จากประสบการณ์ของคนอื่นที่เคยเจอ ทราบมาว่า ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์เขียว รถเมล์ฟ้า แดง หรือรถแอร์ ถ้าคนขับมันมีใจรักทางการซิ่งแล้วล่ะก้อ มันก็สามารถเอามาซิ่งได้หมดอย่างไร้ขีดจำกัด เฮ้อ..อ

 ————————————————————————————-เข้าเรื่องดีกว่าค่ะ แวะไปเรื่องรถเมล์นานไปหน่อย…

       ระหว่างทางขากลับตอนจอดติดไฟแดง ตรงแยกโรงแรมดุสิตธานี ก่อนเลี้ยวเข้าสีลม (ชื่อแยก จำไม่ได้)  เห็นเด็กเช็ดกระจก (ที่จริงคืออดีตเด็กเพราะเค้าโตเป็นวัวแล้ว) ที่คอยซุ่มอยู่ตามไฟแดง พอรถจอดสนิทก็เดินซึม ๆ ตาปรือโผล่ออกมาจากไหนก็ไม่รู้ พี่แกคงมีระบบเซนเซอร์ตรวจจับสัญญาณไฟแดงฝังไว้ที่ก้านสมอง พอไฟแดงเมื่อไหร่ เครื่องนั้นก็จะส่งคลื่นไปควบคุมสมองในส่วนการเคลื่อนไหว ถูกสั่งให้ก็รีบคว้าถังน้ำละลายแฟ้บพร้อมกับอุปกรณ์เช็ดรถ เดินมาเช็ดกระจกรถที่จอดติดไฟแดงอยู่ทันที

จากการสังเกต พบว่า…

โดยมากก็มักจะเริ่มจากกระจกด้านหน้าฝั่งคนขับก่อน ไม่ว่าคนขับรถจะโบกมือห้าม หรือเปล่งพลังยุทธแปลงกลายเป็นลิงกัง พี่แกก็ไม่หยุดแต่อย่างใด (เข้าใจว่าถูกระบบควบคุมสมองอยู่) และก็จะเช็ดถูไถไปจนกว่าคนขับจะเปิดกระจก แล้วหย่อนเงินให้เสียแต่โดยดี ซึ่งถ้าไม่รีบให้ตังค์ไป มันก็จะย้ายไปเช็ดกระจกตรงฝั่งคนนั่งต่อไป แบบว่าถ้าใครไม่รีบให้ตังค์ตู ตูก็จะเช็ดให้เลอะไปทั้งคันเลยหละ ฮ่า ฮ่า

 ซักพัก เอาแล้วไงๆ มันมาแล้วๆ เดินตรงปรี่เข้ามาที่รถเลยทีเดียว ทำงัยดีว้า (ไฟแดงก็นานซะ เฮ้ออ) กำลังนั่งคิดเงียบๆคนเดียวอยู่ แอบอยากรู้เหมือนกันว่าคุณน้องสาวตัวแสบ (คนนี้ แสบจริงๆ) จะทำยังไง  มันมาถึงแล้ว อะฮ้า ไม่รอช้า คว้าถังน้ำพร้อมที่เช็ดกระจก เตรียมดำเนินการทันที่ ขณะที่มันกำลังจะเอาที่เช็ดทาบลงบนกระจกรถของเรานั่นเอง และแล้วเหตุการณ์ที่หวังว่าจะได้เห็นก็เกิดขึ้น คุณน้องสาวของเราเปิดน้ำไล่ทันที พร้อมเปิดที่ปัดน้ำฝน level เร็วสุด แบบว่าถ้าไม่เอามือออกมือแบนติดกระจกแน่ๆ แค่นั้นยังไม่พอแม่นางยังบีบแตรดังลั่นสนั่นถนน เอาหละสิ พี่แกตกใจเดินหนีแทบไม่ทัน แถมต้องแอบสงสัยแน่ๆว่ามันจะหวงรถอะไรขนาดนั้น(วะ)  ฮ่า ฮ่า  ตอนนั้นทั้งสนุกทั้งสะใจ แบบว่า แม่นางตาลคิดได้ไงเนี่ย แน่มากๆ

เอาเป็นว่าเรื่องนี้เขียนไว้สำหรับคนอื่นๆ ค่ะ ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ ก็ลองเองวิธีนี้ไปใช้ดูได้นะคะ เห็นผลจริงๆ แต่คงไม่ต้องบีบแตรดังมากนะคะ เดี๋ยวคนอื่นจะรำคาญเอา  ^.^

เรื่องนี้ให้เครดิต คุณตาล สำหรับความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาได้เร็วจริงแท้

Comments (3) »

ออกกำลังกายกันเถอะ ^.^

    หลังจากที่อาการปวดเข่าเริ่มหายเป็นปกติ ก็ต้องกลับมาฝึกเดินกันต่อไปค่ะ “พยายามเข้าๆ..”  นอกจากการฝึกเดินที่ต้องทำเป็นประจำทุกวัน วันละหลายๆเวลาแล้ว สิ่งที่เกดอยากทำเพิ่มเติม คือ การออกกำลังกายค่ะ

   ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่เคยออกกำลังกายเป็นเรื่องเป็นราวเลย ช่วงเวลาที่ออกกำลังกายบ่อยที่สุด จำได้ว่า คือ ตอนที่โดนบังคับเรียนว่ายน้ำทุกวัน ตอนนั้นเด็กมากๆค่ะ ประมาณ ป.1 หลังจากนั้น ไปออกกำลังกายนับครั้งได้

   ปัจจุบัน เริ่มแก่ค่ะ ถ้าไม่ออกกำลังกายสุขภาพย่ำแย่แน่เลย ประกอบกับตอนนี้ที่บ้าน Health Concern มากมาย ริเริ่มโดยท่านแม่ เริ่มจากอาหารเพื่อสุขภาพ เห็ดสามร้อยชนิด กับ ผักแปดร้อยอย่าง และน้ำผลไม้ทุกเช้า นอกจากนั้นยังมีโครงการออกกำลังทุกเช้าเสาร์อาทิตย์ ได้ทีเลยค่ะ เห็นคนอื่นกระตือรือร้นกัน เกดก็เอาบ้าง อาทิตย์ที่แล้วไปวิ่งมา 2 วันเลย

เหตุการณ์ตอนวิ่งวันแรกเป็นประมาณแบบนี้ค่ะ

นาทีแรก… วิ่งเหยาะๆ ค่อยๆเริ่ม ซักพักเริ่มเร็วขึ้นแข่งกับน้อง

นาที่ที่ 2,3,4…วิ่งซะเร็วเชียว คึกคัก คึกคัก

นาที่ที่ 5…เหนื่อยแฮะ อารายว้าาา วิ่งมาตั้งนานยังไม่ครบรอบเลยหรือนี่? อ่า วิ่งต่ออีกนิดก็ได้

นาทีถัดไป…เย้ ครบหนึ่งรอบ

                  เกด: “วอร์ม(ชื่อน้องชาย)..เกดเหนื่อยอะ พักก่อนๆ แฮกๆๆ”

                 วอร์ม: “เหนื่อยแล้ววว  กรรม!” พร้อมกับทำหน้าแบบนี้ -*-

                 เกด: “อ่า นะนะ พักก่อนๆ “

สรุปแล้ววันนั้นวิ่งได้หนึ่งรอบเท่านั้น ประมาณระยะทางได้ประมาณ 700 เมตร ค่ะ ก็ถือว่าไม่เลวเลยนะ สำหรับผู้เริ่มวิ่งเช่นเกด กะไว้ว่า อาทิตย์ต่อๆไป จะพยายามวิ่งให้ได้นานกว่านี้ ค่ะ ซัก 15 นาที่ เพื่อร่างกายที่แข็งแรง

Comments (2) »

ข้อคิดจากหนังสือ How to Win Friend and Influence People

    เกดได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่ม How to Win Friends and Influence People หรือในชื่อภาษาไทยว่า ศิลปะการผูกมิตรและจูงใจคน  มาตั้งแต่ปีที่แล้วค่ะ อ่านมาเรื่อยๆ วันละนิดๆหน่อยๆ ยังไม่จบซักที จนกระทั่งมาถึงช่วงฝึกงาน วางทิ้งไว้บนโต๊ะไม่ได้หยิบมาอ่านนานเลย จนเมื่อวานนี้สอบมิดเทอมเสร็จแล้ว และอยู่ในช่วงขี้เกียจทำ SE เลยได้โอกาสหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านอีกครั้งค่ะ อ่านต่อจากส่วนที่อ่านทิ้ไว้ ลืมเนื้อหาช่วงแรกๆ ไปบ้าง แต่ไม่เป็นไรค่ะ มันแบ่งเป็นบทๆ อ่านง่าย อ่านสนุก อ่านแล้วประทับใจ และ รู้สึกดีทุกครั้ง

    เนื้อหาของหนังสือก็ตามชื่อเลยค่ะ วิธีการพูดคุยกับคน สร้างความประทับใจให้ผู้อื่น และ วิธีการทำให้ผู้อื่นคล้อยตามความคิดของเรา หรือ การโน้มน้าวจิตใจนั่นเอง ตอนนี้เกดอ่านจบไปสองส่วนค่ะ ขอสรุปเนื้อหาเป็นข้อๆให้อ่านแล้วกันนะคะ

ตอนที่ 1 เทคนิคพื้นฐานในการปฏิบัติต่อผู้อื่น

- อย่าตำหนิติเตียน กล่าวโทษ บ่น หรือ ประนามใคร

- มอบการแสดงความชื่นชมอย่างซื่อตรงและจริงใจ

- กระตุ้นความต้องการอันกระตือรือร้นในผู้อื่น

 

ตอนที่ 2 วิธีทำให้ผู้อื่นชอบคุณ

- สนใจผู้อื่นอย่างแท้จริง

- ยิ้ม

- ชื่อและนามสกุลเป็นคำที่เพราะและสำคัญที่สุดสำหรับแต่ละคน

- เป็นผู้ฟังที่ดี

- พูดถึงเรื่องราวที่อยู่ในความสนใจของผู้อื่น

- ทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่าตัวเขาสำคัญและแสดงออกด้วยความจริงใจ

     ที่พิมพ์ไปทั้งหมดเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นค่ะ หนังสือมีทั้งหมด 4 ส่วน และมีกรณีตัวอย่างสำหรับแต่ละวิธีปฏิบัติมากมาย อ่านสนุกมากๆค่ะ เพลินเชียว ได้ความรู้ ได้ข้อคิดในการพัฒนาตัวเอง ที่สำคัญเป็นการพักผ่อนที่เกิดประโยชน์จริงๆ

Comments (1) »

Earth from Above @ CentralWorld

      วันนี้หลังสอบ AI2 อันยากมหาศาลเสร็จเรียบร้อย (ไม่เครียดเลยแฮะ เพราะทำไม่ได้กันทั้งประเทศ :p) เกดก็ไป ทานอาหารมื้้อกลางวันที่ Central World มาค่ะ และหลังจากเติมพลังเรียบร้อยแล้ว กองทัพเดินด้วยท้องของเกดก็ไปเดินดูงาน ที่เรียกว่า Earth from Above งานนี้เป็นนิทรรศการภาพถ่ายจากสถานที่ต่างๆทั่วโลก แสดงกลางแจ้งนะคะ เดินดูเรื่อยๆได้บรรยากาศดีค่ะ  ภาพทั้งหมดเป็นภาพ Top view สวยงามมากๆเลย ภาพมีเยอะมาก เดินดูกันจนเมื่อย ก็ยังไม่หมดเลยค่ะ ภาพแต่ละภาพมีคำบรรยายใต้ภาพ อธิบายให้คนดูเข้าใจกระจ่างแจ้ง สิ่งที่เกดได้รับนอกจากจะเป็นความอิ่มอกอิ่มใจที่ได้เห็นภาพสวยๆแล้ว ยังมีจิตสำนึกเพิ่มขึ้นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกด้วย ภาพแต่ละภาพสะท้อนให้เห็นการดำเนินชีวิตของทั้งมนุษย์และสัตว์ บางภาพแสดงให้เห็นความสวยงามที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง ได้ความรู้สึกหลายอารมณ์ค่ะ ทั้งตื่นตาตื่นใจ มีความสุข และ เศร้าใจ

ขอยกตัวอย่างบางภาพนะคะ เช่น ภาพนก(จำชื่อไม่ได้ แต่สวยมาก) อพยพมาอยู่บนเกาะแห่งหนึ่ง เกาะเต็มไปหมดเลยค่ะมากมายดาษดื่น แต่ตอนนี้นกชนิดนี้สูญพันธุ์ไปแล้ว หรือ ภาพหิมะบนยอดเขาคีรีมันจาโรละลาย ตอนนี้แทบจะไม่มีหิมะเหลืออยู่ ภาพโรงกลั่นน้ำมันที่ใช้พลังงานมากมาย ภาพโรงทุบรถ โรงเก็บเครื่องบิน ยังมีอีกหลายภาพค่ะ อยากชวนทุกคนไปดูนิทรรศการนี้จริงๆ ได้ประโยชน์มากๆ ที่สำคัญดูฟรีค่ะ งานนี้มีถึงวันที่ 9 กันยาค่ะ

ภาพที่ถ่ายมาจากงานค่ะ

earth from above 

Comments (1) »

ทำยังไงดี???….ใจร้อนเหลือเกิน

     ใจร้อน..อีกหนึ่งนิสัยที่ต้องเร่งปรับตัวเป็นการด่วน ก่อนเรียนจบและก้าวเข้าสู่ชีวิตการทำงาน พยายามปรับปรุงตัวมาแล้วหลายครั้งหลายครา แต่พอลืมตัว โมโห เดินสะดุดอะไรเข้าซักอย่างก็มักจะลืมทันที ทำไงดีหนอ??

    ถ้าใครมีวิธีดีๆ และ ใช้ได้ผล ก็ช่วยแนะนำหน่อยนะคะ ต่อไปนี้ อยากเล่าถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา และ ประสบการณ์ปัจจุบันในการฝึกตัวเองเรื่องนี้ค่ะ

    จำได้ว่าตอนเอนท์เสร็จ มีโอกาสไปปฏิบัติธรรม ที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย 8 วัน 7 คืน รู้สึกดีมากมาย จิตใจสงบมากๆ กลับมาทำตัวเป็นเด็กดีน่ารัก เชื่อฟังคุณพ่อ คุณแม่ คุณครู ใจเย็น ค่อยๆพูด ค่อยๆกิน ค่อยๆเดิน ทำอะไรมีสติไปหมด สวดมนต์เช้า สวดมนต์เย็น แต่… เป็นอย่างนี้ได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ เกดตัวจริงเริ่มค่อยๆกลับมาอย่างช้าๆ ทีละเล็ก ทีละน้อย ไม่นานก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ราวกับว่าไม่เคยย่างกรายไปปฏิบัติธรรม ช่างน่าเศร้าจริง

    หนึ่งปีผ่านไป ปิดเทอมใหญ่ตอนปีหนึ่ง ขึ้นปีสอง ไปปฏิบัติอีกรอบ หว้งว่าอะไร อะไร จะดีขึ้นกว่าเดิม ผลออกมาเป็นอย่างเดิม คืด เข้าใจตนเองมากขึ้น เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น มีสติอยู่กับเนื้อกับตัว จะทำอะไรก็คิดก่อนทำ คิดก่อนพูด  คราวนี้ดีขึ้นมาหน่อยค่ะ เป็นแบบนี้ประมาณเกือบเดือน แล้วก็ค่อยๆกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครา หลังจากนั้นก็ยังไม่มีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมอีกเลย ด้วยความที่ต้องทำนู่น ทำนี่ ติดเรียน ติดทำงาน และ ติดอื่นๆอีกมากมาย น่าเสียดายเวลา และ โอกาสจริงๆ

   ที่เล่ามาทั้งหมด เป็นอดีตค่ะ เป็นความตั้งใจในอดีตที่พยายามปรับปรุงตัวเอง ตอนนี้ ณ ปัจจุบัน ก็ยังพยายามปรับปรุงตัวเรื่องนี้อยู่ กะว่าเรียนจบปีสี่เมื่อไหร่ ไปปฏิบัติธรรมแน่นอน คราวนี้แหละ จะไม่ปล่อยตัวให้กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว เป็นคนใหม่แน่นอน ระหว่างรอเวลาและโอกาสไปปฏิบัตือย่างเป็นเรื่องเป็นราว ตอนนี้ เกดก็ฝึกตัวเองอยู่ค่ะ วิธีที่ใช้ คือ นับหนึ่ง ถึง สิบ ช้าๆ ค่อยๆนับ บอกตัวเองไว้อย่าโกรธๆ ช่วงแรกๆ ยังไม่ทันได้นับ ใครพูดอะไรไม่เข้าหู สวนกลับทันทีแบบไม่มีรีรอ พร้อมกับอาการหน้างอแถมไปด้วย ผ่านไปสองวินาที นึกได้ กลับมายิ้มใหม่ แต่มันไม่เนียนค่ะ ก็เสียความรู้สึกกันไปประมาณนึง ฝึกไปได้ระยะหนึ่ง เริ่มดีขึ้นค่ะ ไม่ค่อยโกรธง่ายๆ  นับได้ถึงประมาณ ห้า ค่ะ ก่อนที่จะตอบอะไรกลับไป เดี๋ยวนี้เกดเริ่มดีมากขึ้นอีก (อันนี้ประเมินตัวเองนะคะ ไม่มีใครบอก) ไม่โกรธคนที่ไม่ควรโกรธ เช่น ป่าป๊า หม่าม้า กับผู้ใหญ่นี่ไม่เคยโกรธเลยค่ะ แต่กับน้องๆ อันนี้ไม่แน่ค่ะ ขึ้นอยู่กับอารทณ์ สถานการณ์ และ ดินฟ้าอากาศ ของขึ้นบ้างเป็นบางครั้งบางครา แต่ก็ถือว่าน้อยลงมากแล้วค่ะ

   พยายามปรับตัวไปเรื่อยๆ ตั้งเป้าหมายไว้ว่าซักวันจะเป็นคนอารมณ์เย็น แบบโกรธไม่เป็นเลยทีเดียว :p

Comments (1) »

แรงบันดาลใจในการอ่านหนังสือ

     ช่วงนี้ เป็นอาทิตย์มิดเทอม หนังสือและชีทกองท่วมหัว เห็นแล้วท้อแท้ใจเหลือเกิน ดังนั้นเกดเลยคิดหาวิธีกระตุ้นแรงใจและแรงกายในการอ่านหนังสือ คิดได้หลายวิธีอยู่เหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่ามีอันไหนบ้างที่ให้ผลรวดเร็วที่สุด ต้องลองดู

วิธีแรก เริ่มจากการฝึกสมาธิ เข้าห้องพระสวดมนต์ เข้าไปนั่งในห้องพระประมาณ 20 นาที ออกจากห้องพระจิตใจเบิกบาน เพราะคิดว่า ได้ทำความดี ได้ปฏิบัติธรรม แต่ก็ไม่ได้มีความอยากอ่านหนังสือซักนิดเดียว เลยเอาใหม่

วิธีที่สอง หาเพื่อนมาอ่านเป็นเพื่อน เผื่อมีคนอ่านหนังสือด้วย แล้วจะนั่งอ่านได้นานๆ หน่อย ไม่ลุกไปหาของกินบ่อยๆ เหมือนเดิม เลยไปอ่านกะคุณน้องสาว อิอิ แทนที่จะมีสมาธิ คุยแหลกเลยค่ะ เม้ากันกระจาย ตบท้ายด้วยการเปิดคอมสั่งซื้อของซะงั้น เอาเป็นว่าวิธีนี้ใช่ไม่ได้ผล

วิธีต่อมา ชวนเพื่อนมาอ่านด้วยที่บ้าน ก็ได้ผลดีประมาณนึง แต่ว่าก็ยังไม่มีสมาธิถึงขีดสุดเท่าไหร่ (จำได้ว่าตอนอยู่ ม.ปลาย มีสมาธิดีกว่านี้มากมาย) อยู่กะเพื่อนช่วยกันทำโจทย์ได้ดีทีเดียว แต่ตอนอ่านหนังสือ ก็กลับอยากคุยซะงั้น หักห้ามใจไม่ไหวเลยคุยกัน เสียสมาธิอีก อ่าวิธีนี้เป็นอันไม่ได้ผลเช่นกัน

สุดท้าย กลับมาอ่านเองคนเดียว เงียบๆ อยู่ในห้องตัวเอง สร้างแรงบันดาลใจจากการอยากมีเกรดดีๆ ประดับใน transcript จะได้มีงานดีๆ เงินเดือนงามๆ นั่งฝันหวานอยู่ประมาณ 2 นาที โอ้โห เกิดแรงฮึดขึ้นมาปริมาณมหาศาลเลยค่ะ อ่านหนังสือติดต่อกันเป็นเวลานานเลยแหละ อ่านจนเที่ยงเลย แล้วก็ลงไปทานข้าว รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเอาชนะตัวเองได้ ดีใจจิงๆเลย เย่ๆ

    สุดท้ายเกดเลยสรุปได้ว่า เวลาจะทำอะไร ใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าเรามีใจอยากทำอะไรแล้ว ก็รู้สึกเหมือนทำสำเร็จไปแล้วกว่าครึ่งเลยแหละ ดังนั้น ต่อไปนี้เวลาเกดจะทำอะไร เกดจะตั้งใจทำมันอย่างจริงจังและจริงใจ และจะนึกถึงความสุขและความสวยงามหลังจากความสำเร็จเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเองค่ะ

Comments (2) »

Creativity –> Innovation

ว่ากันว่านวัตกรรมใหม่ๆ เจ๋งๆ มักจะเกิดจากไอเดียบรรเจิด ของใครซักคน

เกดอยากเป็นนักคิดบ้าง ไม่อยากเป็นนักจำ อยากคิดนู่น คิดนี่ คิดนั่น อยากคิดอะไรแปลกๆใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำใคร อยากทำไอเดียของตัวเองให้เด็ดๆ จะได้เอาไปสร้างเป็น breakthrough product ออกมาขาย ทำเงินงามๆ อิอิ (ช่วงนี้ เห็นแก่เงินไปป่าวเนี่ย คือ แอบคิดว่าจะเรียนจบแล้ว ต้องหาตังค์เลี้ยงตัวเองให้ได้ ไม่อยากแบมือขอตังค์ป่าป๊า หม่าม้า)

และวันนี้ เกดไปเจอ บทความดีๆมาแหละ เลยเอามาฝากกันค่ะ

“ 9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์ “
โดย วนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพจาก ม.ฮาร์วาร์ด
ผู้หญิงสมัยนี้ อยากสวย ฉลาด และสุขภาพดี ทุกคนจึงพากันดูแลรูปร่าง ด้วยการออกกำลังกาย เคร่งครัดเรื่องอา หารการกิน แต่ไม่เคยมีใครสนใจว่าจะดูแลสมองอย่างไรให้มีสุขภาพดี ทั้งที่สมองเป็นอวัยวะที่ตัดสินใจทุกเรื่องของชีวิต เราจึงควรเอกเซอร์ไซส์สมองให้ไบรท์ด้วยเทคนิคง่าย ๆ ต่อไปนี้

  • สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ 
  •  คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
  • หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
  • การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
  • ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
  • สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
  • ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
  • ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
  • สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 %

     การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม

Comments (1) »

ปรับปรุงตัว วันละนิดๆหน่อยๆ ตามแบบไคเซ็น

    ตอนนี้ เกดมีปัญหาแปลกๆอยู่ 1 อย่าง เกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง นั่นก็คือ ท่าเดินที่แปลกประหลาด เดินทีเบี้ยวไปเบี้ยวมา ตอนแรกๆก็คิดว่ามันไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ในที่สุดวันนี้มันก็ทำให้เกดมีปัญหาจนได้ เพราะ อยู่ดีๆวันนี้เกดก็เดินแล้วปวดเข่าขึ้นมาซะงั้น ปวดมากๆ ปวดจนแทบเดินไม่ไหวทีเดียว และแล้วเราก็ต้องไปหาหมอ วันนี้ไปหาที่โรงพยาบาลพญาไท 1 มาค่ะ (คนพาไป ใจดีมากมาย จ่ายค่าแท็กซี่ให้ด้วย ขอบคุณค่ะ) บริการดีมากๆเลย  แล้วก็แอบแพงด้วยเหมือนกัน (อะไรว้า ไปหาประมาณชั่วโมงเดียว จ่ายไปเกือบสามพัน แพงเหลือเกิน) จริงๆแล้ว วันนี้ไม่ได้จะมาบ่นเรื่องโรงพยาบาลค่ะ เข้าเรื่องกันดีกว่า

   เกดพยายามจะปรับปรุงการเดินของตัวเองมาระยะหนึ่่งแล้วค่ะ เริ่มจากวันละนิดๆหน่อยๆ กะว่าจะทำตามแบบไคเซ็นเป๊ะๆ คือ ทำทีละนิดทีละน้อย และนี่เป็นตารางการปรับปรุงตัวของเกด

สัปดาห์แรก : ฝึกยืนแบบตรงๆ พยายามไม่ให้เท้าเบี้ยว

สัปดาห์ที่สอง : เพิ่มการฝึกเดินตามเส้น ตอนเช้าวันละห้านาที และ ทุกๆครั้งที่นึกได้

สัปดาห์ที่สาม : เพิ่มการฝึกเดินตอนเย็นในวันที่กลับบ้านเร็วด้วย ห้านาทีเช่นกัน

สัปดาห์ที่สี่ : หารองเท้าไม่มีส้นมาใส่(ถอยมาเมื่อวานนี้) เพื่อที่จะได้ฝึกตลอดวัน พึ่่งเริ่มค่ะ ยังไม่ทันครบสัปดาห์ เจ็บซะก่อน

   ตอนนี้ตารางการปรับปรุงตัวเลยมีสั้นๆแค่นี้ค่ะ แต่ถึงจะเจ็บยังไงพอรักษาหายดีแล้ว เกดก็ยังคงจะพยายามต่อไปเพื่อที่เดินได้อย่างคนปกติ  ไม่อยากเป็นคนแก่ ปวดเข่าก่อนวัยอันควรค่ะ ต้องพยายามเข้าไว้ เกดต้องทำได้แน่ๆ :D

Comments (1) »

iDeas = Best iDea

     หลังจากการเรียนวิชา Creativity and Innovative thinking คาบที่แล้ว  ได้รู้ว่าไอเดียดีๆเด็ดๆมักจะมาจากการที่เราหาไอเดียมาเยอะแยะมากมาย ค่อยๆนั่งตกผลึกความคิดไปเรื่อยๆ แล้วในที่สุดไอเดียที่ดี ที่ไม่ซ้ำใครก็จะโผล่ออกมาให้เชยชม สมกับเวลาที่เสียไปในการนั่งคิด

   เมื่อเช้านี้ระหว่างนั่งทานข้าว ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ตอนไปฝึกงานที่รอยเตอร์ พี่ๆในทีมก็มีวิธีการดึงไอเดียเจ๋งๆออกมา แนวคิดของวิธีการนี้ก็คล้ายกับที่อาจารย์สอนมากๆๆ วิธีการที่ใช้ คือ การทำ Brain Storming นั่นเอง คำพูดที่มักได้ยินบ่อยๆจากพี่ เมื่อมีการทำ Retrospective หรือ meeting คือ “เอาปริมาณนะน้อง คุณภาพไม่ต้อง” “คิดอะไรได้พูดออกมาเลยน้อง” “เอาความคิดแวบแรก แวบต่อๆมา และ ต่อๆมา เอาออกมาให้หมด”  ดังนั้น ในการประชุมแต่ละครั้ง ไอเดียที่ได้ก็จะขำๆ ฮาๆ ดูเหมือนไร้สาระ แต่จริงๆแล้วมันก็มักจะมีไอเดียโดนๆ หลุดออกมาผสมโรงด้วยทุกครั้งไป

มีตัวอย่างค่ะ เย็นวันหนึ่งเราประชุมกันเรื่อง Test-Driven Development Training ซึ่งทีมเราเป็นทีมเดียวในบริษัทที่ Develop Software โดยวิธีนี้ ดังนั้นเราจึงต้องเป็นผู้สอนทีมอื่นๆให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของกระบวนการ ทีมของเราจึงต้องเฟ้นหาวิธีการสอนที่ดีสุด เหมาะสุด สนุกสุด และได้ผลมากที่สุด และวิธีการหาไอเดียก็คือ การ Brain Storm  นั่นเอง พวกเราได้ไอเดียมากมาย ย้ำว่ามากมายจิงๆ เช่น

ช่วงแรก (2-5 นาที) เริ่มกันอย่างเป็นทางการ….

“สอนทฤษฎีเหอะ จะได้เข้าใจเนื้อหาลึกๆไปเลย โค้ดไม่ต้องเด็กป.สี่ก้อโค้ดเป็น”

“ทำสรุปเนื้อหาเป็นบทๆ ค่อยๆบรรยายให้ชัดเจน ดีมั้ย”

“สอนปฏิบัติดิ สอนแต่ทฤษฎีหลับกันทั้งห้องแหงๆ”

“เออ จริงๆ โค้ดโลด โค้ดเป็นก็เข้าใจเองแหละ”

“…..”                                                                                                                                 “…..”                                                                                                                                                              “…..”               

ช่วงต่อมา (5-15 นาที) เริ่มสนุกสนาน

“ทำหนังสือแจก อ่านกันเอาเอง ไม่ต้องสอน ประหยัดเวลา”   

“บ้า หนังสือ ใครจะทำ เสียเวลาต่างหาก แบบเดิมดีแล้ว เลือกมาซะอย่าง”

“สองอย่างเลยดิ โค้ดวัน ทฤษฎีวัน ถือโอกาสโดดงาน 555″  

“!#$%…dlkdv!#$$” 

“fcjdndv!#$&(.,djknv)(*^”

“hffkjv$%^)909fv’;lj”                                                                                   “…..”                                                                                                                                                              “…..”                                                                                                                                                        “…..”                                                                                                                                                              “…..”                                                                                                                                                   “555555″                 

ในที่สุด พวกเราก็มีทางออก                                        

“สอนแบบเดิม น่าเบื่อเกินอะ ซ้ำๆซากๆ ทำงานแล้วนะ ไม่ได้เด็กมหาลัย ทำเป็นเกมดีกว่า”

“เออ ทำเกมๆ หนุกหนานๆ”

“เออ…เห็นด้วย”

“เห็นด้วยอีกคน”

“โหวตให้อีกเสียง”

สรุปแล้วเราตกลงทำเกมกันค่ะ Trainee ได้ทั้งความรู้ ลงมือปฏิบัติ และความสนุกสนาน

แอบเอารูปพี่ๆในทีมมาฝากค่ะ

RMCM Team

Comments (2) »